วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

การเขียนเพื่อโน้มน้าวใจ


การเขียนเพื่อโน้มน้าวใจ
  การโน้มน้าวใจ คือ  การพยายามเปลี่ยนแปลง   ความเชื่อ ทัศนคติ การกระทำของบุคคล อื่นด้วยกลวิธีที่เหมาะสม ให้มีผลกระทบใจผู้นั้น จนเกิดการ ยอมรับและเปลี่ยนตามผู้โน้มน้าวใจต้องการ

วัตถุประสงค์ของการโน้มน้าวใจ
  การโน้มน้าวใจมีวัตถุประสงค์สำคัญโดยทั่วไป  4  ประการ  คือ

  1. เพื่อชักนำหรือโน้มน้าวใจให้เกิดความเชื่อถือ  ศรัทธา
         ในเรื่องที่พูดหรือเขียน  เช่น  การชักนำให้ทำประกันชีวิต  การโฆษณาคุณภาพของสินค้า  การโน้มน้าวใจให้ศรัทธาในศาสนา เป็นต้น
2. เพื่อกระตุ้นหรือเร้าใจให้เห็นความสำคัญของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
          เช่น  การพูดให้เห็นความสำคัญของป่าไม้  การพูดให้เห็นความสำคัญของวัฒนธรรมไทย  การเขียนให้ประทับใจในการทำงานอย่างเสียสละของตำรวจตระเวนชายแดน  เป็นต้น


3. เพื่อปลุกใจให้เกิดความสำนึกและปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง 
         เช่น  การปลุกใจให้รักชาติ  การปลุกใจใช้สินค้าไทย  การปลุกใจให้รวมพลังสามัคคีเป็นต้น

4. เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความรู้  ความเข้าใจ  มีความเห็นคล้อยตามและนำไปปฏิบัติ
           เช่น  การโน้มน้าวใจให้รู้จักการวางแผนครอบครัว การโน้มน้าวใจให้รู้จักใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอดส์  การเชิญชวนให้เลิกสูบบุหรี่ เป็น

           กลวิธีในการโน้มน้าวใจ
         1. การแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของบุคคลผู้โน้มน้าวใจโดยธรรมดาบุคคล ที่มีคุณลักษณะ 3 ประการ คือ มีความรู้จริง มีคุณธรรม และมีความปรารถนาดี ต่อผู้อื่น ย่อมได้รับความเชื่อถือ จากบุคคลทั่วไป

        2. การแสดงให้เห็น ตามกระบวนการของเหตุผลผู้โน้มน้าวใจต้องแสดงให้เห็นว่า เรื่องที่ตนกำลัง โน้มน้าวใจมีเหตุผลหนักแน่น และมีคุณค่าควร แก่การยอมรับ อย่างแท้จริง

        3. การแสดงให้เห็นถึงความรู้สึก และอารมณ์ร่วม  บุคคลที่มีอารมณ์ร่วมกันคล้อยตามกัน ได้ง่ายกว่าบุคคล ที่มีความรู้สึกอคติต่อกัน เมื่อใดที่ผู้โน้มน้าวใจ ค้นพบ และแสดงอารมณ์ร่วมออกมา การโน้มน้าวใจก็จะประสบความสำเร็จ


       4. การแสดงให้เห็นทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสีย  ผู้โน้มน้าวใจต้องโน้มน้าวผู้รับสารให้เชื่อถือ หรือปฏิบัติเฉพาะทางที่ตนต้องการ โดยชี้ให้เห็นว่าสิ่งนั้น มีด้านที่เป็นโทษ อย่างไร ด้านที่เป็นคุณอย่างไร

        5. การสร้างความสุขให้แก่ผู้รับสาร การเปลี่ยนบรรยากาศ ให้ผ่อนคลายด้วยอารมณ์ขัน จะทำให้ผู้รับสารเปลี่ยนสภาพจากการต่อต้านมาเป็นความรู้สึกกลาง ๆ พร้อมที่จะคล้อยตามได้
     
        6. การเร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า เมื่อมนุษย์เกิดอารมณ์ขึ้นอย่างแรงกล้า ไม่ว่าดีใจ เสียใจ โกรธแค้น อารมณ์เหล่านี้ มักจะทำให้มนุษย์ไม่ใช้เหตุผลอย่างถี่ถ้วน พิจารณาถึงความถูกต้องเหมาะควร เมื่อมีการตัดสินใจ ก็อาจจะคล้อยไปตามที่ผู้โน้มน้าวใจเสนอแนะได้ง่าย


หลักในการเขียนโน้มน้าวใจ
  หลักการเขียนโน้มน้าวใจควรคำนึงถึงหลักต่าง ๆ ดังนี้
        1. การวิเคราะห์ผู้อ่าน ผู้เขียนจะต้องวิเคราะห์ผู้อ่านว่า มีลักษณะอย่างไร เช่น เพศ วัย การศึกษา อาชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม และค่านิยม เป็นต้น การวิเคราะห์ผู้อ่านจะช่วย ให้ผู้เขียนสามารถกำหนด เนื้อหาและกลวิธีการนำเสนอได้อย่างเหมาะสม

2. การใช้หลักจิตวิทยา ผู้เขียนจะต้องอาศัยหลักจิตวิทยาในการเขียนโน้มน้าวใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้เขียนต้องทำความเข้าใจธรรมชาติ ความสนใจ และความต้องการของผู้อ่าน ว่าน่าจะเป็น ไปในทิศทางใด แล้วจึงนำมาเป็นประโยชน์ในการเขียนโน้มน้าวใจต่อไป
 3. การให้เหตุผล ผู้เขียนต้องพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดเห็นของตน เหตุผลที่นำมาอ้างนั้นควรน่าเชื่อถือ มีน้ำหนักเพียงพอ และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านเชื่อถือ และยอมรับ ตลอดจนมีปฏิกิริยาตอบสนองความต้องการของผู้เขียน

       4. การใช้ภาษา ภาษาทีใช้ในการเขียนโน้มน้าวใจควรเป็นภาษาที่เร้าอารมณ์และความรู้สึกของผู้อ่าน ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องมีศิลปะในการใช้ภาษา คือ รู้จักเลือกสรรถ้อยคำที่สื่อความหมายได้ชัดเจน ก่อให้เกิดภาพ และกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่าน


การเขียนคำขวัญโน้มน้าวใจมีหลักดังนี้
       1. เขียนให้ตรงจุดมุ่งหมาย  ตรงตามประเด็นที่ต้องการก่อนเขียนคำขวัญโน้มน้าวใจในเรื่องใด ๆ ผู้เขียนต้องทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายให้ถ่องแท้เสียก่อน เช่น “ไม่มีครู ก็ไม่รู้วิชา”   “ชาวตรังใจกว้าง  สร้างแต่ความดี”   “ตำรวจอยู่ที่ไหน  ประชาอุ่นใจที่นั่น”   “อากาศเป็นพิษ  ชีวิตเป็นภัย”   “ปตท. พลังไทย เพื่อไทย”    “ขับรถระวังคน  ข้ามถนนระวังรถ”    เป็นต้น 

           
2. เป็นถ้อยคำที่สั้น กะทัดรัด  อาจมีจำนวนคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป อาจเป็นประโยค เดียวหรือสองประโยคที่สัมพันธ์กัน หรืออาจมีเพียง 1 วรรค ถึง 4 วรรค  เช่น  “ขยัน  ประหยัด  ซื่อสัตย์   อดทน”   “ช่วยราษฎร์  เสริมรัฐ  ยืนหยัดยุติธรรม”  “การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า”  “ยามศึกเรารบ  ยามสงบเราพัฒนา”   ประชาธิปัตย์ ขจัดปัญหา พัฒนา กทม.”   “อากาศเป็นพิษ ชีวิตจะสั้น ต้นไม้เท่านั้น ทั้งกันทั้งแก้”    เป็นต้น


3. มีใจสมบูรณ์ ชัดเจน ไม่คลุมเครือ มีใจความสำคัญหรือเป้าหมายในคำขวัญเพียงประการเดียว เพื่อให้ผู้รับสารจำได้ง่าย ไม่สับสน เช่น  “คุ้มค่าทุกนาที  ดูทีวีสีช่องสาม”  “วันพระ  ชาวพุทธ  หยุดเหล้า”    “ไทยสมุทรยึดมั่นคำสัญญา”   “บ้านเมืองสวย ด้วยมือเรา”  “ขับเร็วชิดขวา  ขับช้าชิดซ้าย”   เป็นต้น
 
  4. เขียนด้วยถ้อยคำภาษาง่าย ๆ มีการเล่นคำ  เล่นสัมผัส และมีช่วงจังหวะที่เหมาะสม  เพื่อความไพเราะและจดจำได้ง่าย  เช่น  “งานคือเงิน  เงินคืองาน  บันดาลสุข”   “ยุงแขยง แมลงขยาด เมื่ออาทขยับ”   “ครองตน ครองคน ครองงาน”  “ยิ้มเดียว เคี้ยวเพลิน”  “หลงทางเสียเวลา  หลงติดยาเสียอนาคต”        “คาดเข็มขัดนิรภัย ปลอดภัยตลอดเส้นทาง”   เป็นต้น

          
 5. หากเป็นคำขวัญโฆษณาสินค้า  น่าจะมีชื่อสินค้าอยู่ในคำขวัญ นั้นด้วย เช่น  “ต้องโค้กซิ”  “เป๊บซี่ดีที่สุด”  “ชาร์ป ก้าวล้ำไปในอนาคต”  “สวมแพน แสนเพลิน”   เป็นต้



          



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น